วันที่นำเข้าข้อมูล 11 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 มิ.ย. 2569

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ พบหารือภาคธุรกิจท้องถิ่น ส่งเสริมประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism)
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นางเมริกา สีวะรา รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ พร้อมด้วยนายคณิน บุญญะโสภัต กงสุล ได้พบหารือกับนาย Abdulla Ali Al Redha ประธานบริษัท Gulf Express Group และคณะเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ให้บริการประสานงานและอำนวยความสะดวกการเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาลและการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยแบบครบวงจร (One-Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การประสานงานทางการแพทย์ การให้คำแนะนำเรื่องการเดินทาง การดำเนินการเรื่องตรวจลงตรา การสำรองบัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก และยานพาหนะ ตลอดจนการอำนวยความสะดวก ณ ท่าอากาศยาน ควบคู่ไปกับการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางยอดนิยม อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และหัวหิน
นาย Abdulla แจ้งว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตรในไทย 24 แห่ง และโรงแรมพันธมิตรอีก 26 แห่ง โดยกลุ่มลูกค้าหลักกว่าร้อยละ 65 เป็นชาวอาหรับจากกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน รวมถึงกลุ่มชาวอินเดียที่มีถิ่นพำนักในภูมิภาค GCC ด้วย โดยปัจจุบัน ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของบริษัทฯิ รองลงมาได้แก่อินเดีย เกาหลีใต้ และเยอรมนี ซึ่งในช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อน (Summer Break) จะมีผู้เดินทางไปประเทศไทยเฉลี่ยสูงถึง 80–85 รายต่อเดือน เนื่องจากประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านมาตรฐานการรักษาพยาบาล การบริการ ค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ตลอดจนความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งตอบโจทย์การเดินทางในรูปแบบครอบครัวที่สมาชิกที่เหลือสามารถรับการตรวจสุขภาพทั่วไปและท่องเที่ยวพักผ่อนไปพร้อมกันได้
ในการนี้ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ฯ ได้แจ้งความพร้อมของสถานกงสุลใหญ่ฯ ในการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Medical and Wellness Hub) พร้อมทั้งได้ชี้แจงนโยบายล่าสุดด้านการตรวจลงตราของไทย ซึ่งยังคงให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเป็นระยะเวลา 30 วัน (ผ.30) แก่คนชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่านั้น สามารถยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตราประเภทที่เหมาะสมได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ (E-Visa)
นอกจากนี้ สองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มและความต้องการของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคนี้ ตลอดจนช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่มีมาตรฐานในระดับสากล และมีศักยภาพในการรองรับผู้ใช้บริการจากทั่วโลกได้อย่างครบวงจร
รูปภาพประกอบ